ศิลปะบำบัด ครั้งที่ ๒

posted on 21 Dec 2008 19:21 by rukyada

ศิลปะบำบัด ครั้งที่ ๒ แสวงหาแผนที่แห่งการผลัดเปลี่ยนจังหวะพลังชีวิต

 วันที่ ๕- ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ (๔วัน ๓คืน)

ณ. แอ่งดอยรีสอร์ท จ.เชียงราย

 

 

 

หากเรามองว่าชีวิตคือการเรียนรู้และแสวงหาความสมดุลแห่งความสุขและทุกข์  แต่บางครั้งเราก็ละเลยดวงตาแห่งการมองเห็นความงามที่ซ่อนเร้น สีสันของการใช้ชีวิตก็หล่นหายไปกับความเร่งรีบบีบคั้นของกระแสสังคมบริโภค และด้วยสถาบันขวัญเมือง จ.เชียงราย   จัดกระบวนการเพื่อก่อเกิดการเรียนรู้ในแบบ  จิตวิวัฒน์เป็นกระบวนการค้นหาการเผยออกของศักยภาพภายในโดย  กลุ่มกระบวนกรซึ่งเป็นองค์กรที่ศึกษาค้นคว้าการเรียนรู้ใน   แบบ วิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่  เพื่อนำพาไปสู่สุขภาวะที่พัฒนาขึ้น โดยในครั้งนี้ทางสถาบันขวัญเมืองได้จัดกระบวนการเรียนรู้ผ่านสื่อศิลปะที่หลากหลายแขนงเพื่อการเยียวยาและปรับสมดุลแห่งมุมมองรอบด้านซึ่งจะนำไปสู่การดูแลชีวิตที่มีชีวาศิลปะเป็นอีกช่องทางเข้าสู่การเปิด  สัมผัสทั้ง ๕ ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมต่อโลกภายนอกกับโลกภายใน   กระบวนการทางศิลปะจะช่วยพัฒนาจิตวิญญาณให้เติบโตไปตามครรลองธรรมชาติ และหล่อหลอมธรรมชาติของจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งรอบตัว สร้างสภาวะความตื่นรู้ในการสืบค้นตัวตนด้านในอย่างรู้เท่าทันการอบรมครั้งนี้ผ่านสื่ออาทิเช่น การสัมผัส(พร้อมรับฟังเสียงภายใน), บทเพลง ๕ จังหวะดนตรี(พร้อมจังหวะลมหายใจเข้าออก), ศิลปะลายเส้นจังหวะเสียงหัวใจ, และเติมเต็มสีสันชีวิตผ่าน สีน้ำ อะคีริก สีฝุ่น ฯลฯ วันที่  ๕-๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒สถานที่    แอ่งดอย รีสอร์ท จ.เชียงรายค่าอบรม ๘,๐๐๐ บาท (ราคารวมที่พัก,อาหารกลางวันและ อุปกรณ์) 

 

  หมายเหตุ- จ่ายค่าลงทะเบียนล่วงหน้าจำนวน ๔,๐๐๐บาท ก่อนวันเริ่มอบรม ๑๕ วัน- เตรียมชุดที่สามารถเลอะเทอะได้ทั้งชุด จำนวน ๑ ชุด สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่คุณ ญาดา สันติสุขสกุล มือถือ 087-1061106E-mail address: yada_san@yahoo.com

 

 


Ce Train Quisen Va - Andrea Green

My Diary

posted on 21 Jun 2008 00:32 by rukyada  in Mydiary

 

หากเรารู้สึกว่า ความรักมีอยู่ในเราแล้ว มันก็ดำรงอยู่ในห้วงของความรู้สึก

เพราะมันเกิดขึ้นที่กลางใจของเรา มันคือสิ่งที่อยู่ในเราแล้ว

มันไม่ต้องพิสูจน์อะไรทั้งสิ้น เพียงแค่จับมันเอาไว้ รู้สึกกับมันสิอย่างอิ่มเอม

กอดรัดมันเอาไว้จนกว่าคุณจะพึ่งพอใจและพร้อมที่จะเห็นความจริงอีกด้านของมัน

รอยยิ้มที่เกิดขึ้นบนใบหน้าของคุณสินะ ที่จะเป็นเครื่องตอบรับความสุขนั้นเอง

แล้วใยจะต้องไขว่คว้าหาความคาดหมายใดเหล่า

 

อุ้ยดาวตกลงมาแล้ว ลงที่กลางใจของคุณไง  แล้วคุณก็รู้สึกได้ถึงความชุ่มฉ่ำในใจคุณ

หัวใจของคุณพร้อมแล้วรึยังที่จะตกหลุม.....รักกับใครสักคนอีกครั้งหนึ่ง

 

.....................................................................................

 

ลมที่พัดพาอะไรให้มารู้สึกคล้ายกัน คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่มันคือห้วงของการเชื่อมโยงในกันและกัน  แล้วจะรีบปัดเป่าให้ห่างไกลเร็วเกินไปด้วยความหวาดกลัวละ

 

ลองวอนห้วงของอารมณ์นั้นจน ติดตรึงตรา ไว้ให้นานๆๆ

แล้วเมื่อหวนคืนความทรงจำนั้นอีกครั้ง ภาพของความสุขก็กลับมาได้เสมอ

มิติของเวลาหาใช่เป็นปัญหาไม่สำหรับการรู้สึกถึงความสุข

 

....................................................................................

๑๒ มค. ๕๒ สัมผัสความสดในบ้านสวน

 

  

ความเหงา ความเศร้า เสียใจ

ความรู้สึกเหล่านี้ เกิดขึ้นมาในใจคน

มันมีอีีกด้านหนึ่งที่เราไม่อยากเห็น ไม่อยากเข้าใจ

ฝั่งนั่นคือ อนิจจา.....

เราอาจจะไม่อยากยอมรับความจริงก็ได้นะ

19 พ.ค. 2551 จรดปากกาที่ งานอบรม จ. นครสวรรค์

 

วันนี้ฉัน(ผู้อยู่ภายใน)จะขอบคุณเธอ(ผู้อยู่ภายนอก) ฉันจะเผยเสียงให้เธอได้ยินว่า….

เธอเข็มแข็งมากนะกับเรื่องราวของพื้นที่ที่เธอไม่รู้จักมาก่อน พื้นที่แปลกๆบนโลกใบนี้ เธอนั่งเขียนถ่ายทอดเรื่องราวของบันทึกการฝ่าฟันกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา เธอรู้มั้ยว่าฉันคอยเฝ้าดูเธอทุกๆย่างก้าวที่โลกได้มอบสิ่งแปลกใหม่เข้าหาเธอ เธอเริ่มเรียนรู้กับเศษเสี้ยวของการรับและเศษเสี้ยวของการให้ ถึงแม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมาก

แต่ในมุมที่ฉันเฝ้าดูเธอ เธอได้มอบจิตวิญญาณแลกกับความไม่รู้มันช่างน่าชื่นชมยิ่งอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ เรื่องราวที่เธอพบพานช่างมีคุณค่าอันยิ่งใหญ่ เธอเฝ้าดูแลทะนุทนอมฉันต่างๆ ซึ่งมันแตกต่างจากครั้งก่อนหน้านี้มาก เธอคงจะรับรู้ได้ว่า ถ้าเธอปกป้องฉันด้วยวิธีเก่าๆ ฉันก็คงผ่านมันได้ยากเพราะมันเป็นช่วงเวลาของความเปลี่ยวเหงาและเศร้า เธอบอกกับฉันว่า เธอไม่ต้องการจะเล่าให้ใครรับรู้ เพราะคงยากที่จะเข้าใจ แต่ในช่วงเวลาที่ฉันได้ผลิบาน ฉันก็อยากเล่าให้ใครคนหนึ่งรับรู้ว่า หัวใจของฉันดีใจที่ได้พบความจริงของเหรียญอีกด้านหนึ่งแต่ฉันก็คิดว่า คงไม่มีใครจะเข้าใจได้หลอกเพราะเขาก็ไม่ได้มารับรู้พร้อมๆกัน

ก่อนหน้านี้ ฉันไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสมาพูดคุยกับเธอ เราสนทนากันโดยปราศจากการบังคับฉัน ก่อนหน้านี้ เธอทำให้ฉันสับสนอยู่หลายครานะ แต่อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ เธอกับฉันได้หันหน้าเข้าหากัน ได้ร่วมคุยปรึกษากันว่า เราจะก้าวต่อไปอย่างไร มันเป็นก้าวที่ค่อยเป็นค่อยไป และที่สำคัญเธอยอมให้ฉันดูแลเธอ ข้อนี้ดีมากสำหรับฉันนะ ยิ่งในคราที่ฉันเริ่มสัมผัสได้ถึงความอ่อนละมุน เธอกลับปล่อยให้ฉันได้เริงระบำออกมาโลดแล่น และเธอเพียงเฝ้าดูฉัน มันทำให้ฉันกล้าและไว้วางใจต่อสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นมากทีเดียว ในขณะนี้ที่ฉันสามารถเอากำแพงของเวลาออกไปได้

ขอบคุณ ขอบคุณ และ ขอบคุณกับคุณภาพ ผู้พิทักษ์ที่คอยดูแลฉันมาตลอด

22 พ.ค. 2551 จรดปากกาในค่ำคืนกับแสงเทียน จ.นครสวรรค์


ใจกลาง

งานอบรม กับ ที่ว่างของกลางใจห้องหัวใจ พื้นที่ของความเงียบ

เกิดขึ้นของความหงุดหงิด แล้วต้องนำพาตัวเอง

เข้าสู่ความช้า และความเงียบอีกคราหนึ่ง

รับรู้ว่าเมื่อเธอมาคุยกับฉัน ฉันก็ค่อยๆ เข้าใจว่า

ไม่ต้องไปเข้าใจความหงุดหงิดก็ได้

แค่มีเพียงเธอมารับรู้ฉันก็พอนะ

23 พ.ค. 2551 จรดปากกาลงที่ห้องประชุมอบรม จ. นครสวรรค์

.......................

ภาพวาดกับอารมณ์

สร้างความรู้สึกเป็นความอบอุ่น

หลีกหนีความกลัวที่คอยนำพา

ไปสู่ความมืดสลัว.........

แม้เราหลับตาดอมดม

ดอกไม้ กลิ่นหอม

ครุกลุ่นในใจ

24 พ.ค. 2551 จากห้องที่มีกลิ่นอายของความโหยหาความรัก

.................

 

ด้วยความวัยเยาว์

posted on 27 May 2008 20:36 by rukyada  in Mymind

 

โลกที่แสนแปลกใบนี้ได้เชื้อเชิญให้ฉันออกมาเยือนอาณาบริเวณใหม่ๆ

สำหรับฉันแล้วฉันได้เผชิญกับโลกใบนี้อย่างตรงไปตรงมาและดูเหมือนว่าหลายๆสิ่ง ของโลกใบนี้ก็ได้วิ่งเข้ามาหาภายในจิตใจของฉันอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน ทุกอย่างบนโลกใบนี้อาจจะวิ่งผ่านตัวเราไปอย่างรวดเร็ว บางอย่างฉันก็วิ่งตามทันและมีหลายสิ่งมากมายที่แม้แต่การมองของฉันก็ไม่สามารถตามทันได้เลย

ฉันพบพานและได้สัมผัสกับการเรียนรู้อันเป็นเศษเสี้ยวของการรับและการให้ ตั้งแต่ที่ฉันได้มาสัมผัสกับโลกกว้างใหญ่ที่แปลกใบนี้ ฉันยังได้สัมผัสกับความสนุกสนานความหรรษาต่างๆและ ได้เผชิญกับความหวาดกลัวความไม่รู้อีกมากมายด้วยฉันค้นพบว่า การผิดพลาดมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในตัวเราเสมอๆ ในโลกแปลกๆใบนี้

ดวงใจของฉันช่างมีความเยาว์วัยนัก แต่ที่สำคัญฉันก็ได้ค้นพบบางอย่างที่อธิบายความหมายของคำว่าเที่ยงแท้ และ ไม่เที่ยงได้อย่างแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น แต่แล้วเสียงของความสงสัยในบางสิ่งได้เกิดขึ้นภายในใจของฉัน ทำไมฉันถึงได้พบเจอความเจ็บปวดที่อยู่ภายในอีกเหล่า ก็ในเมื่อฉันเริ่มจะเข้าใจสิ่งต่างๆที่อยู่รอบข้างมากขึ้น

สัจธรรมของความไม่เที่ยงได้บอกเล่าให้ฉันเกิดความกระจ่างขึ้น มันคล้ายแสงเทียนที่กำลังถูกจุดภายในจิตใจ และความเจ็บปวดกลับสว่างขึ้นอย่างแจ่มชัดด้วยเช่นกัน หัวใจของฉันเพรียกร้องให้มองไปที่ ความเจ็บปวด ฉันพยายามจะค้นหาความหมายให้ลึกซึ้งลงไปอีก พยายามค้นหาด้วยหนทางของการสื่อสารกับจิตใจ จิตใจที่พร้อมจะเผยความเปราะบางอย่างอ่อนโยน และในขณะที่การเฝ้ามองความเจ็บปวดไปอย่างลุ่มลึก

ฉันได้พบเจอกับสิ่งแปลกใหม่ในหนทางของความไม่รู้ นั้นคือ การได้ค้นหาศรัทธาของหัวใจ มันได้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มันปล่อยให้ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยเงื่อนไขของโลกแปลกๆใบนี้

และในเส้นทางของการค้นหาศรัทธา ฉันก็ได้พบเจออุปสรรค์ที่กรีดขว้างการเข้าใจความรักของแต่ละความสัมพันธ์ ความรักไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ และความเป็นไปได้ที่จะเกิดศรัทธาในความรักอาจจะไม่ได้มาจากการให้ความหมายที่ซับซ้อน แต่หากเราไม่มีศรัทธาสะก่อนความรักก็คงไม่มีทางบังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ได้

ในคราที่คุณได้ชื่นชมดอกไม้ที่แสนสวยดอกหนึ่ง เบื้องลึกภายในของคุณ อาจจะเคยลองพยายามให้ความหมายมันในแง่มุมต่างๆ ซึ่งมันเป็นด้านหนึ่งที่คุณได้เลือกที่จะอธิบายสิ่งที่คุณรู้สึกต่อดอกไม้ดอกนั้น และเราไม่อาจหาเหตุผลที่แท้จริงได้ แต่การค้นหาต้นตอและบทสรุป(ตอนจบ)ในเรื่องราวต่างๆ อาจจะเป็นเพียงการสันนิษฐานที่เราต่างอยากมุ่งไปสู่บทสรุปที่เราน่าจะพึงพอใจ แต่หากเรามองเห็นดอกไม้ให้เป็นภาพที่กระทบนัตย์ตาผ่านเข้าตรงไปที่ภายใน ภาพความสวยงามนี้ได้บันทึกความธรรมดาของโลก โดยที่ไม่ต้องค้นหาความหมายให้ซับซ้อน มันเป็นดั่งเช่นดอกไม้ดอกอื่นๆที่อยู่ในทุกๆที่บนโลกใบนี้ ความสุขและความทุกข์คงเป็นเหมือนเหรียญที่อยู่คนละด้านกัน

คุณไม่สามารถที่จะเข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณได้ทำลงไป คุณไม่เข้าใจว่าทำไมในโลกใบนี้ถึงได้มีความผิดพลาดมากมายเกิดขึ้น และอาจมีคำตอบในตอนจบที่จะมาถึงคุณ มันจะเข้ามาหาคุณเองในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งมันจะเป็นปิติและความสุขที่เกิดขึ้นกลางใจของคุณ เมื่อคุณเพียงเปิดรับอย่างไม่ต้องพยายาม โปรดยืนมือคุณมาสู่มือของฉันสิ ฉันจะพาคุณไปให้ไกลห่างจากตรงจุดนี้

ฉันคือดวงจิตที่เยาว์วัย เราจะไปกระโดดโลดเต้นบนโลกแปลกๆใบนี้ด้วยกัน เราจะเรียนรู้เศษเสี้ยวของการรับและการให้ซึ่งมันจะทำให้เราได้พบพานกับความสนุกสนาน และความน่าสะพรึงกลัวอีกครั้งหนึ่ง และที่ตรงจุดนี้จะทำให้เราได้พบกับความหมายของสิ่งต่างๆอีกครา ความลุ่มลึกบางอย่างจะถูกค้นพบโดยเรา เพราะทุกๆอย่างล้วนเป็นไปได้ โลกจะได้พานพบกับพวกเราเช่นกัน ดวงจิตที่เยาว์วัย ดวงจิตเด็กน้อยพร้อมที่จะเรียนรู้ และโลกจะได้เรียนรู้ความหมายของการผิดพลาดในพวกเรา

 

อิสระของเหรียญสองด้าน

posted on 22 May 2008 16:31 by rukyada  in freedom

 

 

ความเป็นหยิน-หยางคงอยู่ในทุกสรรพสิ่ง เราเลือกที่จะเข้าไปเรียนรู้จากมันได้มากน้อยก็คงแล้วแต่เราจะเชื้อเชิญ เหรียญที่มีสองด้าน ให้เข้ามาเป็นประสบการณ์ได้อย่างไร ด้านหนึ่งของเหรียญอีกด้านหนึ่งคือพันธนาการณ์และ ด้านตรงกันข้ามคือ ความเป็นอิสระและสังคมก็มักจะมีแนวโน้มไปสู่การมองด้านใดด้านหนึ่งอย่าง เป็นขาวเป็นดำ มันสุดโต่งเกินไปรึเปล่า! การออกจากร่องหรือการพันผูกกับเรื่องราวและความหมายในอดีต แล้วเราจะออกจากพื้นที่ของทางลบและเสริมแรง ของพลังบวกได้เพื่อที่เราจะเข้าถึง ศูนย์ใจกลางของความเป็นไปได้อย่างไร? เรามีแง่มุมของชีวิตซึ่งมันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เราอาจจะไม่เท่าทันมัน หลายตรอกของสังคมต้องการอิสระ เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระกันมากมาย

ในหนังสือ “Freedom” ของโอโช มีคำถามหนึ่งว่า หากรู้สึกได้ถึงความเป็นอิสรภาพโดยที่ไม่รู้สึกถึงการครอบงำแล้ว แต่พร้อมๆกันนี้ ทำไมยังรู้สึกได้ถึงความเศร้าที่คละเคล้ามากับความรุ้สึกอิสระ ความเศร้าเสียใจที่เกิดขึ้นนี้คืออะไรกันแน่? โอโช ตอบว่า อิสรภาพนั้นมีสองด้าน ถ้าท่านมีประสบการณ์แต่เพียงด้านเดียว ท่านจะรู้สึกว่าในอิสรภาพนั้นมีความโศกเศร้าคละเคล้าอยู่ด้วย เขาอธิบายต่อว่า เราอาจจะต้องมาทำความเข้าใจในจิตวิทยาของคำว่าอิสรภาพให้ครบถ้วนกว่านี้

ด้านแรกของอิสรภาพที่สำคัญซึ่งถือว่าเป็นส่วนพื้นฐาน ก็คือการเป็นอิสระ จากอะไรบางอย่าง...อิสระ จากชาติพันธุ์ เป็นอิสระ จากอะไรบางอย่างเสมอ เมื่อไรที่ท่านได้อิสรภาพแบบนี้ ท่านก็จะรู้สึกเบาสบาย และมีความสุข เพราะนั่นเปอิสระ จากโบสถ์จากอุดมการณ์ทางการเมือง นี่เป็นส่วนแรกของอิสรภาพซึ่งเป็นรากฐาน ของอิสรภาพ มันจะเป็นครั้งแรกที่ท่านเริ่มรู้สึกยินดีกับความเป็นปัจเจกในตัวท่าน ความเป็นปัจเจกในตัวท่านได้ถูกปกคลุมด้วยสิ่งต่างๆ มาเป็นเวลานาน ถึงตอนนี้ท่านได้เป็นอิสระจากมันแล้ว แต่นี่เป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น และแล้วความเศร้าก็จะเข้ามา เพราะว่าอีกครึ่งหนึ่งนั้นยังหายไป อิสรภาพจาก”“เพื่ออะไรล่ะ? อิสรภาพในตัวมันเอง แล้วไม่มีความหมายอะไร ยกเว้นแต่ว่ามันเป็นอิสรภาพ เพื่ออะไรบางอย่าง เพื่อสร้างสรรค์บางสิ่ง อิสรภาพที่จะเต้นรำ อิสรภาพที่จะวาดรูประบายสี

ท่านจะรู้สึกเศร้านอกเสียจากว่าอิสรภาพของท่าน ได้กลายเป็นการค้นหาความจริง ที่ท่านสามารถสร้างสรรค์อะไรบางอย่างต่อไปได้ เพราะจะมีประโยชน์อะไรถ้าโซ่ตรวนของท่านได้ถูกทำลายไปแล้ว ท่านไม่ได้อยู่ในคุกอีกต่อไป ท่านกำลังยืนอยู่ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาว ท่านเป็นอิสระอย่างเต็มที่ แต่ท่านไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน?ท่านจะรู้สึกเศร้านอกเสียจากว่าอิสรภาพของท่าน ได้กลายเป็นการค้นหาความจริง ที่ท่านสามารถสร้างสรรค์อะไรบางอย่างต่อไปได้ เพราะจะมีประโยชน์อะไรถ้าโซ่ตรวนของท่านได้ถูกทำลายไปแล้ว ท่านไม่ได้อยู่ในคุกอีกต่อไป ท่านกำลังยืนอยู่ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาว ท่านเป็นอิสระอย่างเต็มที่ แต่ท่านไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน?

อะไรบางอย่างนั้นท่านได้ทำเสร็จแล้ว แต่อิสรภาพไป ในขณะนั้นความเศร้าก็จะเข้ามา ท่านควรจะต้องตัดสินใจว่าจะเดินทางไปที่ไหน??แต่ไหนแต่ไรมาเราไม่เคยตั้งคำถามว่าจะไปที่ไหน ท่านถูกขังอยู่ในคุกมานาน การรับรู้ทั้งหมดของท่านมุ่งไปอยู่แต่เพียงว่าทำอย่างไรท่านจึงจะเป็นอิสระ และมันก็เป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่ท่านกังวลอยู่ตอนที่ท่านได้เป็นอิสระ ท่านกำลังเผชิญหน้ากับคำถามที่ว่า ท่านจะทำอะไรในตอนนี้ในตอนที่ท่านได้เป็นอิสระแล้ว

อิสรภาพในตัวของมันเองนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย จนกว่าท่านจะเลือกหนทางที่สร้างสรรค์ไว้แล้ว มันต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นเมื่อท่านมีการตื่นรู้มากขึ้นทำให้ท่านค้นพบความจริงบางอย่างในตัวท่าน เป็นต้นว่าท่านมีพรสวรรค์ที่ไม่เคยได้รับการพัฒนาเพราะโซ่ตรวนมันล่ามท่านไว้ ท่านไม่สามารถเล่นดนตรีได้เพราะว่ามือของท่านถูกล่ามโซ่อยู่ท่านไม่สามารถเต้นรำได้เพราะว่า เท้าของท่านถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน ถ้าท่านมีพรสวรรค์ที่จะเป็นนักเต้นรำ ก็จงเป็นนักเต้นรำ อิสรภาพของท่านก็จะสมบูรณ์ได้ประหนึ่งวงกลมที่วาดได้ครบวง อิสรภาพ จากอะไรบางอย่าง และอิสรภาพ เพื่ออะไรบางอย่าง มันเป็นสถานการณ์ที่ท่านจำเป็นต้องทำและต้องทำให้ครบถ้วนด้วย

ถึงแม้ว่าท่านไม่ปรารถนาที่จะทำทั้งคู่ก็ตาม เพราะในที่สุดแล้วพวกเขาก็จะพูดกับตัวเองว่า เดี๋ยวนี้ฉันเป็นอิสระแล้ว ฉันกำลังจะทำอะไรต่อไปล่ะ? เพราะว่าแต่ไหนแต่ไรมาพวกเขาอาจจะไม่ว่างเลย คงหมกหมุ่นอยู่แต่เรื่องอิสรภาพ แม้แต่ในความฝันพวกเขา ก็ยังคิดแต่เรื่องอิสรภาพเพียงอย่างเดียว แต่เขากลับไม่เคยคิดเลยว่า จะทำอะไรเมื่อได้อิสรภาพมาแล้ว อิสรภาพต้องมีแรงผลักดันที่สร้างสรรค์ในชีวิตของท่าน ไม่ใช่มีแต่ด้านลบ

เดี๋ยวนี้ท่านไม่ได้ถูกคุมขังอีกต่อไป ท่านได้พบว่าตัวท่านกำลังยืนอยู่อย่างอิสระภายใต้ท้องฟ้านี้ แต่ว่าท่านอาจจะกำลังหลงทางอย่างไม่มีข้อสงสัย อาจเป็นเพราะว่าท่านไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคนที่ถูกคุมขังมักจะมีเหตุผลที่ต้องการ จะอยู่อย่างถูกคุมขังต่อไป นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมคนเป็นล้านๆ คนในโลก ยังคงต้องการถูกขังอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ยังติดอยู่ในสถานภาพทางสังคม ในความเชื่อ พวกเขาทนอยู่ในคุกของพวกเขาเพราะเมื่อพวกอยู่ในคุก พวกเขาไม่มีความรับผิดชอบอะไรเลย พวกเขาไม่ต้องเป็นผู้สร้างสรรค์ พวกเขาไม่ต้องหาอะไรที่ดีที่เป็นบวกในอิสรภาพของพวกเขา มันเพียงพอแล้วที่พวกเขายังคงอยู่ในคุกเพราะคนอื่นจะดูแลทุกสิ่งทุกอย่างให้ สิ่งนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญของคำ

ถามเรื่อง อิสรภาพ สิ่งนั้นก็คือ ความรับผิดชอบและอิสรภาพนั้นเป็นสิ่งที่คู่กัน ถ้าท่านไม่ต้องการมีความรับผิดชอบ ท่านก็ไมสามารถจะมีอิสรภาพได้เช่นกัน ทั้งสองอย่างนี้มาด้วยกันและไปด้วยกัน ถ้าท่านไม่เอาความรับผิดชอบท่านก็ต้องยอมรับการเป็นทาสด้วยเช่นกัน

 

บางครั้งความเจ็บปวดที่เต็มไปด้วยการสูญเสีย ก็เป็นเรื่องที่ยากที่จะยอมรับ แม้แต่เหตุการณ์จากผู้คนรอบข้างที่มีให้เราได้พบเจอ เราอาจจะบอกกับพวกเขา ด้วยการพยายามแนะนำและหาทางออกให้ต่างๆนานาด้วยความปรารถนาที่ดี

จนเมื่อเราได้มาพบเจอความทุกข์จากการสูญเสียกับตัวเอง

 คุณจะรู้ว่า ความรู้สึกเหล่านี้มันจะคอยหลอนเราอยู่สักพักหนึ่ง เรามีความทรงจำมีความรู้สึก ซึ่งเราพร้อมที่จะเข้าใจหรือไม่อยากเข้าใจมันเลยก็ได้ คุณรู้อะไรมั้ยว่า ฉันรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับความเจ็บปวด หรือเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต ความทรงจำมันช่างร้ายกาจนัก เราพร้อมจะยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเรารู้สึกว่าเรากำลังจนหนทางและหนทางของการละทิ้งความไม่เข้าใจโลกก็เหมือนจะมีอยู่ แต่นั่นจะสำคัญอะไรเล่า เพราะคำตอบที่เราสงสัยไม่ได้อยู่ที่คำถามนั้นแล้ว แต่มันอยู่ที่นี้ตรงนี้เวลานี้แล้วต่างหาก ชีวิตก็อาจจะเริ่มหาหนทางใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะชีวิตคือชีวิต  และนั่นก็หมายถึงว่า เราอาจจะไม่ต้องพยายามหาทางออกใดๆเลย เราเพียงต้องการเพื่อน เพื่อนเท่านั้น เพราะคุณสามารถอธิบายอะไรมากมายได้ด้วยความคิด แต่คุณได้ลงมือเป็นเพื่อนรึยัง คุณอาจจะพยายามช่วยขุดคุ้ยอะไรบางอย่างออกมาเพื่อเป็นการเปิดแผล แล้วก็คิดว่านี้การทำแผลใหม่ แต่มันก็มากกว่านั้น ความสั่นไหวได้เกิดขึ้นในจิตใจ หากแม้มีใครที่สามารถรับรู้และคอยโอบกอดความสั่นไหวไว้ เพราะนี้คือยามที่เป็นช่วงของการเปราะบาง ทุกอย่างย่อมมีวาระของมันเอง รอคอยอย่างใจจดจ่อ และอย่างมีหวังก็น่าจะเป็นเรื่องที่สวยงามที่ทรงคุณค่า เราจะได้เห็นทุกอย่างเป็นไปตามที่โลกมันหมุนวนไป ฉันจะยอมให้โลกทั้งใบเร็วเข้ามาหาฉัน ถึงคราวที่ฉันจะเรียนรู้มันอีกคราแล้ว  

ปล่อยฉันตามธรรมชาตินะ

posted on 10 May 2008 18:01 by rukyada  in Flow

 

ทุกคนเคยพร่ำบ่นกันว่าเราทุกคนล้วนแล้วแต่เคยเจอปัญหาทุกข์ใจ เศร้าเสียใจ ชีวิตก็แบบนี้แหละมันเป็นเรื่องธรรมดา จะไปคิดมากทำไมประโยคนี้มักจะหลุดออกมาจากผู้คนรอบข้างซึ่งจัยความสำคัญของการบอกกล่าว

ประโยคนี้ก็เพื่อให้เรา อย่าจมกับความเศร้าหรืออารมณ์ลบต่างๆนานเกินไป เมื่อเราไม่สามารถดูแลสภาวะที่ไม่ปกติของเราได้เหมือนจะเป็นประโยคที่ปลอบประโลม ให้เราเข้าใจโลกเข้าใจปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่อย่างรีบเร่ง

 เราพยายามที่จะหลีกหนีการเรียนรู้กับสภาวะปัญหาต่างๆมากเกินไปรึเปล่า เราก็กำลังกลัว มากเกินไปรึเปล่า เรากลัวจิตใจต้องบอบซ้ำเพราะการยอมรับความผิดมักทำให้ผู้คนยิ่งทุกข์หนักมากขึ้นและ เกิดผลสืบถอด ทำให้เราไม่กล้าที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาแล้วกระมั้ง เรามักจะปลอบใจผู้คนที่กำลังเรียนรู้กับปัญหาด้วยคำพูดว่า อย่าโทษตัวเอง อย่าตำหนิตัวเองเลยนะความหมายที่ลึกซึ่ง และอาจจะมีบางอย่างที่กำลังก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของจิตใจบางอย่างรึเปล่า หากเราลองมาสืบค้นความหมายของบริบทอารมณ์เหล่านี้เราอาจจะเจอกับอะไรบ้าง.....  ในการเลี้ยงดูและการบ่มเพาะการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นย่อมมีส่วนสำคัญมาก มันสำคัญเท่าๆกับการดำเนินไปของโลกนี้เลยทีเดียว ธรรมชาติจัดการกับธรรมชาติอย่างไรชีวิตก็มีการจัดการกับปัญหาชีวิตต่างๆเช่นกัน การจัดแจ้งปัญหาอย่างเร่งด่วนอาจจะมาจากความไม่รู้เท่าทันของผู้หวังดีที่ต้องคอยใส่ใจ เธอที่ต้องคอยดูแลรับผิดชอบฉัน ในที่นี้เราจะใช้คำว่า ผู้ปกครองล่ะกัน   

เจอทางตัน

posted on 27 Apr 2008 19:24 by rukyada  in BlindAlley

พื้นที่ของการเกิดใหม่ (เมื่อเรากำลังเจอทางตัน)

เราได้พูดถึงความสัมพันธ์กันมากมายไม่ว่าจะในครอบครัว เพื่อนฟูงความสัมพันธ์ฉันท์ชูสาวสามีภรรยา หรือความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้คนในองค์กร เราพูดกันมากมายในมิติของการอยู่ร่วมกัน บางคู่สัมพันธ์อาจจะเป็นไปในแบบอยู่อย่างสุขๆทุกข์ๆ หรือสุขๆดิบๆ
แล้วแต่เรื่องราวที่ร้อยเรียง กันอย่างสลับสับซ้อน

 

ในบางคู่กว่าจะมาเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกันได้อาจจะต้องผ่านเรื่องราวที่ ซ้อนเงื่อนเหมือนกับหนังภาพยนตร์ที่กว่านางเอกและพระเอกจะได้เคียงคู่กัน อย่างสมใจ อาจต้องผ่านการเข้าใจผิดมากมาย แต่ในความสัมพันธ์ที่ก่อเกิด ขึ้นในแต่ละแบบที่เราพอจะนิยามความหมายได้ อาจจะต้องมีหลากหลายพื้นที่รองรับการเรียนรู้ซึ่งกันและกันเป็นการดำเนินไป อย่างราบรื่นที่สุด ซึ่งวันนี้ก็จะขอพูดถึง

 

การมอบพื้นที่ของการเกิดใหม่ หรือ กำเนิดใหม่ของตัวตนแต่ละคน ทำไมต้องมีพื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นมาด้วย ก็อยากจะลองเล่าเรื่องของเหตุการณ์คู่รักคู่หนึ่งที่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง (เขาว่ากันแบบนี้นะ) เราต่างค่อยๆที่จะเรียนรู้กันเหมือนการพลิกเปิดหนังสือทีละหน้า บางหน้าก็อ่านแล้วสนุกบางหน้าอ่านแล้วเกิดคำถามสงสัย ทำไมเธอต้องคิดแบบนี้ ทำแบบนี้ด้วย ฉันยิ่งอ่านก็ยิ่งไม่เข้าใจเลยแล้วเราก็เริ่มจะปิดหนังสือและบอกกับตัวเองว่าวันนี้วางการอ่านหนังสือเล่มนี้ของคนนี้ไว้ก่อนละกัน ขอพักใจก่อนดีกว่า เหนื่อยใครเคยเป็นแบบนี้บ้างคะ ยกมือขึ้น