อิสระของเหรียญสองด้าน
posted on 22 May 2008 16:31 by rukyada in freedom
ความเป็นหยิน-หยางคงอยู่ในทุกสรรพสิ่ง เราเลือกที่จะเข้าไปเรียนรู้จากมันได้มากน้อยก็คงแล้วแต่เราจะเชื้อเชิญ เหรียญที่มีสองด้าน ให้เข้ามาเป็นประสบการณ์ได้อย่างไร ด้านหนึ่งของเหรียญอีกด้านหนึ่งคือพันธนาการณ์และ ด้านตรงกันข้ามคือ ความเป็นอิสระและสังคมก็มักจะมีแนวโน้มไปสู่การมองด้านใดด้านหนึ่งอย่าง เป็นขาวเป็นดำ มันสุดโต่งเกินไปรึเปล่า! “การออกจากร่อง” หรือการพันผูกกับเรื่องราวและความหมายในอดีต แล้วเราจะออกจากพื้นที่ของทางลบและเสริมแรง ของพลังบวกได้เพื่อที่เราจะเข้าถึง ศูนย์ใจกลางของความเป็นไปได้อย่างไร? เรามีแง่มุมของชีวิตซึ่งมันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เราอาจจะไม่เท่าทันมัน หลายตรอกของสังคมต้องการอิสระ เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระกันมากมาย
ในหนังสือ “Freedom” ของโอโช มีคำถามหนึ่งว่า หากรู้สึกได้ถึงความเป็นอิสรภาพโดยที่ไม่รู้สึกถึงการครอบงำแล้ว แต่พร้อมๆกันนี้ ทำไมยังรู้สึกได้ถึงความเศร้าที่คละเคล้ามากับความรุ้สึกอิสระ ความเศร้าเสียใจที่เกิดขึ้นนี้คืออะไรกันแน่? “โอโช ตอบว่า อิสรภาพนั้นมีสองด้าน ถ้าท่านมีประสบการณ์แต่เพียงด้านเดียว ท่านจะรู้สึกว่าในอิสรภาพนั้นมีความโศกเศร้าคละเคล้าอยู่ด้วย เขาอธิบายต่อว่า เราอาจจะต้องมาทำความเข้าใจในจิตวิทยาของคำว่าอิสรภาพให้ครบถ้วนกว่านี้”
ด้านแรกของอิสรภาพที่สำคัญซึ่งถือว่าเป็นส่วนพื้นฐาน ก็คือการเป็นอิสระ “จาก” อะไรบางอย่าง...อิสระ “จาก” ชาติพันธุ์ เป็นอิสระ “จาก” อะไรบางอย่างเสมอ เมื่อไรที่ท่านได้อิสรภาพแบบนี้ ท่านก็จะรู้สึกเบาสบาย และมีความสุข เพราะนั่นเปอิสระ “จาก” โบสถ์ “จาก” อุดมการณ์ทางการเมือง นี่เป็นส่วนแรกของอิสรภาพซึ่งเป็นรากฐาน ของอิสรภาพ มันจะเป็นครั้งแรกที่ท่านเริ่มรู้สึกยินดีกับความเป็นปัจเจกในตัวท่าน ความเป็นปัจเจกในตัวท่านได้ถูกปกคลุมด้วยสิ่งต่างๆ มาเป็นเวลานาน ถึงตอนนี้ท่านได้เป็นอิสระจากมันแล้ว แต่นี่เป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น และแล้วความเศร้าก็จะเข้ามา เพราะว่าอีกครึ่งหนึ่งนั้นยังหายไป อิสรภาพ “จาก”“เพื่อ” อะไรล่ะ? อิสรภาพในตัวมันเอง แล้วไม่มีความหมายอะไร ยกเว้นแต่ว่ามันเป็นอิสรภาพ “เพื่อ” อะไรบางอย่าง เพื่อสร้างสรรค์บางสิ่ง อิสรภาพที่จะเต้นรำ อิสรภาพที่จะวาดรูประบายสี
ท่านจะรู้สึกเศร้านอกเสียจากว่าอิสรภาพของท่าน ได้กลายเป็นการค้นหาความจริง ที่ท่านสามารถสร้างสรรค์อะไรบางอย่างต่อไปได้ เพราะจะมีประโยชน์อะไรถ้าโซ่ตรวนของท่านได้ถูกทำลายไปแล้ว ท่านไม่ได้อยู่ในคุกอีกต่อไป ท่านกำลังยืนอยู่ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาว ท่านเป็นอิสระอย่างเต็มที่ แต่ท่านไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน?ท่านจะรู้สึกเศร้านอกเสียจากว่าอิสรภาพของท่าน ได้กลายเป็นการค้นหาความจริง ที่ท่านสามารถสร้างสรรค์อะไรบางอย่างต่อไปได้ เพราะจะมีประโยชน์อะไรถ้าโซ่ตรวนของท่านได้ถูกทำลายไปแล้ว ท่านไม่ได้อยู่ในคุกอีกต่อไป ท่านกำลังยืนอยู่ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาว ท่านเป็นอิสระอย่างเต็มที่ แต่ท่านไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน?
อะไรบางอย่างนั้นท่านได้ทำเสร็จแล้ว แต่อิสรภาพไป ในขณะนั้นความเศร้าก็จะเข้ามา ท่านควรจะต้องตัดสินใจว่าจะเดินทางไปที่ไหน??แต่ไหนแต่ไรมาเราไม่เคยตั้งคำถามว่าจะไปที่ไหน ท่านถูกขังอยู่ในคุกมานาน การรับรู้ทั้งหมดของท่านมุ่งไปอยู่แต่เพียงว่าทำอย่างไรท่านจึงจะเป็นอิสระ และมันก็เป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่ท่านกังวลอยู่ตอนที่ท่านได้เป็นอิสระ ท่านกำลังเผชิญหน้ากับคำถามที่ว่า ท่านจะทำอะไรในตอนนี้ในตอนที่ท่านได้เป็นอิสระแล้ว
อิสรภาพในตัวของมันเองนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย จนกว่าท่านจะเลือกหนทางที่สร้างสรรค์ไว้แล้ว มันต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นเมื่อท่านมีการตื่นรู้มากขึ้นทำให้ท่านค้นพบความจริงบางอย่างในตัวท่าน เป็นต้นว่าท่านมีพรสวรรค์ที่ไม่เคยได้รับการพัฒนาเพราะโซ่ตรวนมันล่ามท่านไว้ ท่านไม่สามารถเล่นดนตรีได้เพราะว่ามือของท่านถูกล่ามโซ่อยู่ท่านไม่สามารถเต้นรำได้เพราะว่า เท้าของท่านถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน ถ้าท่านมีพรสวรรค์ที่จะเป็นนักเต้นรำ ก็จงเป็นนักเต้นรำ อิสรภาพของท่านก็จะสมบูรณ์ได้ประหนึ่งวงกลมที่วาดได้ครบวง อิสรภาพ “จาก” อะไรบางอย่าง และอิสรภาพ “เพื่อ” อะไรบางอย่าง มันเป็นสถานการณ์ที่ท่านจำเป็นต้องทำและต้องทำให้ครบถ้วนด้วย
ถึงแม้ว่าท่านไม่ปรารถนาที่จะทำทั้งคู่ก็ตาม เพราะในที่สุดแล้วพวกเขาก็จะพูดกับตัวเองว่า “เดี๋ยวนี้ฉันเป็นอิสระแล้ว ฉันกำลังจะทำอะไรต่อไปล่ะ? เพราะว่าแต่ไหนแต่ไรมาพวกเขาอาจจะไม่ว่างเลย คงหมกหมุ่นอยู่แต่เรื่องอิสรภาพ แม้แต่ในความฝันพวกเขา ก็ยังคิดแต่เรื่องอิสรภาพเพียงอย่างเดียว แต่เขากลับไม่เคยคิดเลยว่า จะทำอะไรเมื่อได้อิสรภาพมาแล้ว อิสรภาพต้องมีแรงผลักดันที่สร้างสรรค์ในชีวิตของท่าน ไม่ใช่มีแต่ด้านลบ
เดี๋ยวนี้ท่านไม่ได้ถูกคุมขังอีกต่อไป ท่านได้พบว่าตัวท่านกำลังยืนอยู่อย่างอิสระภายใต้ท้องฟ้านี้ แต่ว่าท่านอาจจะกำลังหลงทางอย่างไม่มีข้อสงสัย อาจเป็นเพราะว่าท่านไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคนที่ถูกคุมขังมักจะมีเหตุผลที่ต้องการ จะอยู่อย่างถูกคุมขังต่อไป นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมคนเป็นล้านๆ คนในโลก ยังคงต้องการถูกขังอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าศาสนา ยังติดอยู่ในสถานภาพทางสังคม ในความเชื่อ พวกเขาทนอยู่ในคุกของพวกเขาเพราะเมื่อพวกอยู่ในคุก พวกเขาไม่มีความรับผิดชอบอะไรเลย พวกเขาไม่ต้องเป็นผู้สร้างสรรค์ พวกเขาไม่ต้องหาอะไรที่ดีที่เป็นบวกในอิสรภาพของพวกเขา มันเพียงพอแล้วที่พวกเขายังคงอยู่ในคุกเพราะคนอื่นจะดูแลทุกสิ่งทุกอย่างให้ สิ่งนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญของคำ
ถามเรื่อง อิสรภาพ สิ่งนั้นก็คือ ความรับผิดชอบและอิสรภาพนั้นเป็นสิ่งที่คู่กัน ถ้าท่านไม่ต้องการมีความรับผิดชอบ ท่านก็ไมสามารถจะมีอิสรภาพได้เช่นกัน ทั้งสองอย่างนี้มาด้วยกันและไปด้วยกัน ถ้าท่านไม่เอาความรับผิดชอบท่านก็ต้องยอมรับการเป็นทาสด้วยเช่นกัน