ภาพยนต์คุณภาพ
posted on 15 May 2008 14:51 by rukyada
Tokyo Tower
หนังยอดเยี่ยมแห่งปี คว้าใจนักวิจาร์ณและเรียกน้ำตาผู้ชมทั่วประเทศ เคยถามตัวเองไหมว่า ระหว่างความฝัน กับคนที่รักเรา ..อะไรมีค่ามากกว่ากัน ? และเพียงประโยคสั้น ๆ ทว่ากินใจดังกล่าวได้ทำให้ภาพยนตร์เรื่อง TOKYO TOWER Mom & Me, and sometimes Dad เปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ทันทีที่ออกฉาย ซึ่งนอกจากจะทำเงินเหนือความคาดหมายแล้ว ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวยังได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจนทำให้ไปคว้ารางวัล Japan Academy Award ( รางวัลออสการ์ญี่ปุ่น ) : ซึ่งถือเป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น
โดยภาพยนตร์เรื่อง TOKYO TOWER ได้คว้ารางวัลไปทั้งหมด 5 รางวัลในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม นักแสดงสนับสนุนชายยอดเยี่ยม ซึ่งถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จบนเวทีนี้มากที่สุดในปีที่ผ่านมา โดยสามารถเอาชนะหนังดังอย่าง ALWAYS 2 ไปได้ TOKYO TOWER ถ่ายทอดเรื่องราวจากความทรงจำของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีให้แก่แม่ของเขา
เรื่องราวของ เด็กหนุ่มผู้เปี่ยมความฝัน ที่เดินทางจากบ้านเกิดตัวเอง เพื่อมุ่งหน้าสู่โตเกียว ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง “ลูกชาย“ รับบทโดย โจ โอดางิริ ที่เป็นหนึ่งในเด็กหนุ่มเหล่านั้น เขาหลงใหลไล่ตามความฝันของตัวเองอยู่นานปี และใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวัน ๆ โดยหวังว่าสักวันจะประสบความสำเร็จ จนวันหนึ่งเขารู้ข่าวว่า แม่กำลังป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และนั้นคือจุดเริ่มต้นของการที่ผู้ชายคนหนึ่ง ได้เรียนรู้คุณค่าของการมีชีวิตอยู่อีกครั้งหนึ่ง ผ่านความทรงจำแห่งความรักที่แม่มีให้แก่เขา
ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนวนิยายขายดีในญี่ปุ่นที่ทำยอดขายกว่า 2 ล้านเล่มที่ขียนโดยนักเขียนอัจฉริยะ ลิลลี่ แฟรงกี้ ที่เขียนถึง ความทรงจำที่มีให้แก่มารดาของเขาที่เสียชีวิตไป หนังสือฮิตจนถูกไปสร้างเป็นละคร และต่อมาก็ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฝีมือการกำกับโดย โจจิ มัตสึโอกะ นำแสดงโดย โจ โอดางิริ, คิคิ คิริน , ทาคาโกะ มัตสึ และคาโอรุ โคบายาชิ ค้นพบความหมายของคำว่ารักจากผู้หญิงที่รักคุณที่สุดในโลก
“i read it some where
how
important it is in life
not
necessarily to be strong
but to
feel strong”
บางครั้งการเผชิญกับปัญหาที่เข้ามาในชีวิตก็ช่วยให้เรารู้จักตัวตนของเราและคนใกล้ตัว
มากยิ่งขึ้น
แต่บางครั้งปัญหากลับทำให้เราสับสน สงสัยว่าที่จริงแล้วเรากำลังทำอะไร
เราเป็นใครและเราต้องการอะไร
เหมือนที่เกิดขึ้นกับ คริสโตเฟอร์ แมคแคนด์เลสส์
(Christopher McCandless) เด็กหนุ่มที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีมีทุกอย่างตาม
มาตรฐานของสังคม
โดยไม่รู้ว่าเบื้องหลังของภาพที่เหมือนจะสมบูรณ์แบบนั้น
คือปัญหาครอบครัวที่สั่งสมมานานนับปี
ทำให้เขาตัดสินทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง
แล้วออกเดินทางทั่วอเมริกา
ด้วยความหวังว่า เขาจะค้นพบตัวตนและความต้องการ
ของตัวเอง
ฌอน เพนน์ (Sean Penn) กำกับ
Into The Wild หนังที่สร้างมาจากหนังสือ
ประวัติชีวิตของคริสโตเฟอร์
โดย จอห์น ครากเกอร์ (Jon Krakauer) ซึ่งเขียน
มาจากบันทึกการเดินทางของคริสโตเฟอร์ที่จดบันทึกไว้ตลอดระยะเวลา
189 วัน
โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่อลาสก้า
ระหว่างการเดินทางคริสโตเฟอร์ ภายใต้ชื่อใหม่ว่า
อเล็กซานเดอร์
ซุปเปอร์แทรมป์(Alexander
Supertramp) ได้รู้ว่าทุกคนมีปัญหา
ความลับ
ความเสียใจ มันอยู่ที่ว่าเราจะเผชิญหน้า จัดการ และเรียนรู้ที่อยู่กับมันอย่าง
มีความหวังและความสุขได้อย่างไร
ไม่คิดว่าฌอน เพนน์ จะกำกับหนังออกมาได้
นุ่มละมุน
สวยงามขนาดนี้ แม้ว่าหนังจะช้าแต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกเบื่อ อาจจะเป็นเพราะ
เพลงประกอบเพราะๆ
กับภาพสวยๆ ของธรรมชาติ ที่ฌอน เพนน์ ตามไปถ่ายทำ
ถึงสถานที่จริงเกือบทั้งหมด
แม้ว่าการค้นหาตัวตนของคริสโตเฟอร์
อาจจะไม่ได้จบลงอย่างที่เขาคาดคิด
และการเดินทางของเขาในความเป็นจริงก็สร้างข้อถกเถียงตามมามากมาย
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า
เขากล้าทำในสิ่งที่ตัวเองตั้งความหวังไว้ ไม่ว่าผลมันจะออกมา
แบบไหนก็ตาม
ก็อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรกว่า
เห็นประโยคข้างบนแล้วนึกถึงน้องที่รู้จักกันขึ้นมาจับใจ
แต่ฉันแน่ใจว่าไม่ช้าก็เร็ว
น้องคนนี้จะต้องก้าวข้ามอุปสรรคครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน
ความเข้มแข็งของจิตใจ
เป็นยาดีของชีวิต เพราะงั้นเราหาทางทำให้จิตใจของเรา
เข้มแข็งกันเถอะ