โครงการ หนังสือส่งต่อ
posted on 05 Jun 2008 19:29 by rukyada
**** หากใครสนใจ ติดต่อกลับมาที่ ผึ้งนะ ส่งที่อยู่มาใน yada_san@yahoo.com ผึ้งจะส่งหนังสือไปให้
เงื่อนไขเล็กน้อยที่อยากร้องขอ
- อ่านหนังสือไปตามความรู้สึก
- พออ่านจบอยากให้เขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้เป็นประโยคสั้น หรือความประทับใจเมื่ออ่านจบ ไว้ท้ายเล่ม
- ส่งหนังสือต่อไปให้คนที่เราอยากให้เขาอ่าน(อาจจะต้องมั่นใจว่าเขาอยากอ่านด้วยนะ)
- และยื่นข้อเสนอแบบนี้ให้เขาไปทำต่อคะ
"ยิ่งเธออายุมากขึ้น เธอก็จะได้เรียนรู้มากขึ้น ถ้าเธอหยุดอายุไว้ที่วัยเพียงยี่สิบสองปี เธอก็จะมีสติปัญญา เท่ากับเด็กอายุยี่สิบสองปีเรื่อยไป"
"อายุที่มากขึ้นไม่ได้หมายถึงความร่วงโรยที่มากขึ้นอย่างเดียวนี่
รู้ไหมมันยังหมายถึง
ความเจริญงอกงาม อีกด้วย ความแก่ชราไม่ได้มีความหมายในด้านลบแต่เพียงอย่างเดียวว่า
เธอกำลังจะตาย แต่ยังมีความหมาย ในด้านบวกด้วยว่า เมื่อเธอเข้าใจดีว่า เธอกำลังจะตาย
เธอก็จะใช้ชีวิตได้ดีกว่าเดิม"
จากหนังสือ "วันอังคารแห่งความทรงจำ กับครูมอร์รี"
หน้งสือกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างครูที่ชื่อ Morrie กับลูกศิษย์ซึ่งเป็นคนเขียนหนังสือเล่มนี้ Mitch Albom ซึ่งได้กลับมาพบกันอีกครั้งในช่วงสุดท้ายของชีวิตครู Morrie ที่กำลังป่วยด้วยโรคเอแอลเอส เจ้าโรคนี้ว่ากันว่าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทที่ร้ายแรงที่สุดโรคหนึ่งทีเดียว ครูกับศิษย์คู่นี้ก็คงเหมือน ๆ ตัวเรา และอีกหลาย ๆ คนที่เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่จบการศึกษา ก็มักจะห่างหายและขาดการติดต่อกันไป จะโดยภาระหน้าที่ หรือเหตุอะไรก็ตามแต่ แต่ความพิเศษคงจะอยู่ตรงที่ว่าเหตุที่ทำให้ทั้งสองคนนี้กลับมาพบกัน ดูจะไม่น่ารื่นรมย์ซะเลย ในเมื่อมันเกี่ยวข้องกับความเจ็บปวด และความตาย
ในสมัยที่ Mitch ยังเป็นนักศึกษา ชั่วโมงปรึกษากับครู Morrie จะเป็นวันอังคารเสมอ และเมื่อทั้งสองกลับมาพบกัน ทั้งคู่ก็ตกลงใจว่าจะใช้วันอังคารนี่แหละที่เป็นวันที่ทั้งสองจะทำการเรียนการสอนวิชาสุดท้ายร่วมกัน วิชาที่ว่าด้วยชีวิต
เราอ่านหนังสือเล่มนี้ไปด้วยความรู้สึกหลากหลายเหลือเกิน ซาบซึ้ง ประทับใจ แม้ชีวิตที่เหลือของครู Morrie ดูจะต้องผ่านบททดสอบครั้งยิ่งใหญ่ไปกับความเจ็บปวดที่เกิดจากโรคร้าย และรับรู้ว่าปลายทางเสีย ยังไงก็คงไม่พ้นความตาย แต่มุมมองของคุณครูดูจะทำให้เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เลวร้ายมากมายอย่างที่คิด ในสิ่งที่แย่ที่สุด มันก็มีแง่ของความงดงามได้เช่นกัน คุณครูมองว่าอย่างน้อย โรคร้ายก็นำลูกศิษย์สุดที่รักให้กลับมาพบกันได้อีก**** หากใครสนใจ ติดต่อกลับมาที่ ผึ้งนะ ส่งที่อยู่มาใน yada_san@yahoo.com ผึ้งจะส่งหนังสือไปให้
เงื่อนไขเล็กน้อยที่อยากร้องขอ
- อ่านหนังสือไปตามความรู้สึก
- พออ่านจบอยากให้เขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้เป็นประโยคสั้น หรือความประทับใจเมื่ออ่านจบ ไว้ท้ายเล่ม
- ส่งหนังสือต่อไปให้คนที่เราอยากให้เขาอ่าน(อาจจะต้องมั่นใจว่าเขาอยากอ่านด้วยนะ)
- และยื่นข้อเสนอแบบนี้ให้เขาไปทำต่อคะ
สิทธารถะ
เขียนโดย เฮอร์มาน เฮสเส
แปลโดย สดใส
สำนักพิมพ์ สร้างสรรค์บุ๊คส์
เหตุที่ได้มาอ่านหนังสือเล่มนี้ สืบเนื่องมาจากต้องทำรายการวิทยุต้องมาแนะนำหนังสือและด้วยความไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนดีก็เลยไปถามพี่คนหนึ่ง พี่คนนั้นก็คือพี่ผึ้ง พี่ผึ้งก็เลยแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ พี่ผึ้งยังบอกอีกว่าหนังสือเล่มนี้อ่านแล้ววางไม่ลง เป็นหนังสือน้อยเล่มที่พี่ผึ้งอ่านแล้ววางไม่ลง เป็นหนังสือที่อ่านแล้วน่าติดตาม ตัวหนังสือดูมีชีวิตชีวา ฟังๆดูแล้วมันช่างดึงดูด ก็เลยเดินไปหยิบหนังสือเล่มนี้มา
“สิทธารถะ” แค่ชื่อเรื่องฟังดูช่างยิ่งใหญ่เสียจิง จะเกี่ยวกับศาสนาไปไม? อ่านแล้วจะดูเครียดๆไปหรือเปล่า แต่ก็ลองดู
“สิทธารถะ เป็นเรื่องราวการออกบวชของมานพสองสหาย จากตระกูลพราหมณ์ คือ สิทธารถะ กับ โควินทะ ทั้งคู่ได้บำเพ็ญพรตมุ่งมั่นเพื่อแสวงหาสัจธรรม กระทั่งได้พบกับพระพุทธองค์ แต่หาได้ตระหนักในสัจธรรมเข้าถึงการบรรลุธรรมอันเป็นเป้าหมายสูงสุดไม่ ในขณะที่สิทธารถะ ปฏิเสธที่จะเดินตามรอยพระพุทธองค์ เขากลับไปหัดเรียนรู้ในทางโลกแสวงหาธรรมและสัจจะด้วยวิถีทางของเขาเองแต่กลับบรรลุธรรมที่ตั้งใจไว้ได้ในที่สุด” นี่แค่บางส่วนจากคำนำสำนักพิมพ์เรื่องราวคร่าวๆ ก็ดูช่างน่าติดตามว่าวิธีการที่สิทธารถะใช้นั้นคืออะไร
สิทธารถะ ชายหนุ่มรูปงามผู้ซึ่งเกิดในตระกลูพราหมณ์ มีบิดาและมารดาที่มีความภาคภูมิใจใจตัวของบุตรชาย สิทธารถะผู้ซึ่งมีความ เฉลียว ฉลาด สง่างามสมบูรณ์แบบ แต่ในความสมบูรณ์แบบย่อมมีความไม่สมบูรณ์แบบ เพราะในความเพรียบพร้อมที่สิทธารถะมีนั้น สิทธารถะเองไม่ได้มีความสุข เขาเก่งในทุกๆด้านแต่เขาก็ยังคงคิดว่ามันยังไม่พอสำหรับเขา เขาไม่ได้ต้องการแค่ฝึกศิลปะการสงบจิตและบำเพ็ญสมาธิ สิทธารถะอยากรู้อะไรมากกว่านั้นจึงได้ขอบิดาออกจากบ้านเข้าสู่ป่า ไปเป็นสมณะในป่า กระทั่งได้เป็นสมณะ ได้ฝึกปฏิบัติตามหลักของนักพรต โดยที่ตัวของสิทธารถะเองมีเป้าหมาย คือ แสวงหาความว่าง พ้นจากความกระหาย ความอยากได้ใคร่มี พ้นจากความฝัน ความสุข และความทุกข์ สิทธารถะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากสมณะ แต่นั่นก็ยังไม่พอสิทธารถะยังไม่หลุดพ้นวังวนแห่งชีวิตอันหนักอึ้งได้เหมือนเดิม จนกระทั่งเขาได้พบกับพระโคดมสัพพัญญูพุทธเจ้า เป็นผู้ซึ่งหลุดพ้นแล้วจาการเวียนว่ายตายเกิด พ้นจากความทุกข์พระโคดมได้ทำให้ตัวของสิทธารถะค้นพบบางอย่างในตัวเองว่าสิ่งที่สิทธารถะต้องเรียนรู้ไม่ใช่สิ่งที่มาจากคำสอนของผู้อื่นใด แต่เป็นตัวเอง สิทธารถะได้เริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่เพราะสิทธราถะเริ่มเรียนจากความเป็นจริง อยู่กับปัจจุบัน แล้วสิทธารถะก็ก้าวเข้าสู่วัฏสงสาร จนผ่านไปหลายปี เขาเริ่มตระหนักถึงหนทางของตัวเองว่าช่างมันช่างราบเรียบและเปล่าเปลี่ยว ยินดีอยู่กับความสุขเล็กน้อย แต่ยังขาดความพอใจ สิทธารถะจึงตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง ละทิ้งกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ทั้งทรัพย์สิน เงินทอง เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายที่ดีๆ จนมาพบกับคนแจวเรือจ้าง คนถ่อแพข้ามแม่น้ำที่ครั้งนึงเคยพาสิทธารถะข้ามแม่น้ำจากป่ามาสู่เมือง ชื่อ วาสุเทพ สิทธารถะค้นพบว่าชายผู้นี้ช่างเป็นผู้ที่พิเศษกว่าผู้อื่น สิทธารถะจึงได้ขออยู่เพื่อเรียนรู้จากวาสุเทพ แต่สิทธารถะก็ไม่ได้เรียนจากวาสุเทพชายผู้แจวเรือจ้างเพียงผู้เดียวแต่เขากลับได้เรียนรู้จากแม่น้ำหลายอย่างที่แม่น้ำสอนสิทธารถะจนทำให้เขาบรรลุถึงธรรมดั่งที่หวังไว้
อ่านจบแล้วมีประโยคหลายประโยคที่มันช่างสะกิดใจให้นึกย้อนมาบอกตัวเองได้ เช่น ในบทสุดท้ายที่สิทธารถะบอกกับโควินทะ ว่า “บางที่ท่านแสวงหามากเกินไป นั่นละคือผลของการแสวงหา ตราบใดที่ท่านยังหาอยู่ ท่านจะไม่พบอะไรเลย” “เมื่อผู้ใดกำลังแสวงหามันง่ายที่เขาจะได้เห็นสิ่งที่เขาจะแสวงหา แต่เขาจะไม่พบอะไรเลย ไม่อาจซึมซับสิ่งใด เพราะเขามัวคิดถึงแต่สิ่งที่เสาะแสวง เพราะเขามีเป้าหมายแล้วจิตใจก็หมกหมุ่นอยู่กับเป้านั้น ใวแต่หาหนทาง มัวแต่ตั้งเป้าหมาย แต่การจะพบหนทางเราต้องเป็นอิสระ พร้อมที่จะรับและไม่มีเป้าหมายใด” “ในความเป็นจริงของทุกสิ่ง สิ่งที่อยู่ตรงข้ามก็เป็นจริงได้เท่ากัน ความจริงที่มีเพียงด้านเดียวจะสามารถแสดงและปกปิดไว้ได้ด้วยถ้อยคำ ทุกสิ่งที่คิดและแสดงออกมาเป็นถ้อยคำนั้นเป็นเพียงด้านหนึ่ง เป็นเพียงความจริงเพียงครึ่งเดียว ยังขาดผลรวมทั้งหมด ยังขาดความสมบูรณ์และความเป็นหนึ่งเดียว โลกทั้งที่อยู่ภายในและรอบๆตัวเราไม่ได้มีด้านเดียว ไม่มีใครหรือการกระทำใดเป็นวัฏสงสารล้วนๆ หรือเป็นนิพพานล้วนๆ ไม่มีหรอกที่มนุษย์จะเป็นนักบุญล้วนหรือเป็นคนบาปไม่มีดี ที่เป็นอย่างนี้เพราะเราหลงอยู่ในมายา หลงว่ากาลเวลาเป็นสิ่งแท้จริง เวลาไม่ใช่สิ่งจริงแท้ และในเมื่อเวลาไม่เป็นจริง เส้นคั่นที่อยู่ระหว่างโลกนี้กับนิรันดร์ เส้นที่แบ่งความสุขกับความทุกข์ระหว่างความดีกับความชั่วก็ไม่เป็นจริง ล้วนเป็นมายาเหมือนกัน” “สิ่งที่มีคุณค่าและทรงปัญญาสำหรับคนหนึ่งอาจดูเป็นสิ่งเหลวไหลสำหรับอีกคน”